ยี่ห้อสินค้า ปิงปอง

อ่านนิตยสารธรรมะใกล้ตัว
ลานธรรมเสวนา
สายด่วนปิงปองเฟรนด์ชิป
  • อุปกรณ์กีฬาปิงปอง
  • สถานที่เล่นปิงปอง
  • การแข่งขันปิงปอง
สอบถามได้ที่

083 493 6365

ปรึกษาปัญหาปิงปอง  ฟรี !!!

ธรรมเทศนา ณ ศาลาลุงชิน 18 มิ.ย. 49 อีเมล์
Thursday, 07 June 2007

ธรรมเทศนา ณ ศาลาลุงชิน
โดย หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช
วันอาทิตย์ที่ 18 มิ.ย. 49
8.30 น.-10.00 น.

พวกเรามาฟังธรรม ฟังธรรม ฟังเพื่อให้ได้แนวทางที่จะเอาไปปฏิบัติ เพราะธรรมะเนี่ยถ้าฟังแล้วไม่ได้ปฏิบัติก็ไม่ค่อยได้อะไรเท่าไหร่ ฟังเล่นเพลินๆ เสียเวลาด้วยซ้ำไป ถ้าฟังแล้วต้องเอาไปทำ เมื่อก่อนหลวงพ่อไปหาครูบาอาจารย์ ก็ไปหาแนวทางปฏิบัติกับท่าน ไม่ได้ไปคุยเรื่องอื่น ตอนเด็กๆไปวัดอโศการาม ไปเรียนกรรมฐานกับท่านพ่อลี ตอนนั้นเจ็ดขวบ เสร็จแล้วก็ทำสมถะไปเรื่อยๆไม่มีครูบาอาจารย์ ท่านอยู่ไม่นานท่านก็มรณะภาพไป เราก็เด็ก ไปหาครูบาอาจารย์ไม่ได้ แต่ก่อนครูบาอาจารย์อยู่แต่อีสาน เสียเวลาเปล่าๆไปยี่สิบกว่าปี ฝึกแต่สมถะล้วนๆเลย ยี่สิบสองปี ขึ้นวิปัสสนาไม่เป็น ตอนนั้นมันมีแต่ใจอยากปฏิบัติอย่างเดียวนะ ทุกวัน มานั่งกำหนดลมหายใจ หายใจเข้าพุท หายใจออกโธ ทำอยู่อย่างนี้ ได้แต่ความสงบบ้าง ความฟุ้งซ่านบ้าง ก็เหมือนพวกเราทั้งหลายที่อยู่ในโลกนั่นแหละ ปฏิบัติแล้วบางวันก็สงบ บางวันก็ฟุ้งซ่าน วันๆก็วนๆอยู่เท่านี้เอง ตกเย็นมาไหว้พระสวดมนต์ ทำสมาธิ เดินจงกรม สงบ พอรุ่งเช้าไปทำมาหากิน ทำงาน ก็ฟุ้งใหม่ วนเวียนจนกระทั่ง 23 กุมภา ๒๕ ปี ๒๕ ถึงได้ไปกราบหลวงปู่ดูลย์ พอไปเจอท่าน เข้าไปถึงก็ไปกราบท่านนะ ไม่ได้มีถวายดอกม้งดอกไม้อย่างพวกเราเลย ไม่มีพิธีการใดทั้งสิ้น คลานไปถึงก็กราบเลยหลวงปู่ผมอยากจะปฏิบัติ หลวงปู่ไม่สอนนะ หลับตาเงียบๆ เป็นชั่วโมง เราก็กระวนกระวายใจ เข้าไปหาท่านแปดโมงกว่าละ เดี๋ยวสิบโมงเราขึ้นรถไฟกลับกรุงเทพ จองตั๋วไว้อย่างนั้น หลับตาอยู่ชั่วโมงนึง เรา โอ๊..ท่านไม่สอนแล้วนะ หลับไป

ท่านลืมตาท่านสอนง่ายๆ

“การปฏิบัตินั้นไม่ยาก มันยากสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติ”

ท่านสอนต่อไปอีกประโยคนึง

“อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้ให้อ่านจิตตัวเอง”

ความจริงหลวงปู่ดูลย์ท่านเป็นครูบาอาจารย์ที่แปลก ท่านสอนลูกศิษย์แต่ละคนไม่เหมือนกัน ก่อนที่ท่านจะสอนใครจริงจังท่านจะหลับตาเงียบๆเป็นชั่วโมงสองชั่วโมง แล้วสอนแค่ประโยคสองประโยคเท่านั้น ไม่มาก ลูกศิษย์ของท่านรุ่นก่อนหลวงพ่ออย่างหลวงพ่อมนตรีก็เคยเล่า ไปหาท่าน ไปขอ จะไปฟังธรรมะ ท่านหลับตาอยู่ตั้งนานเป็นชั่วโมงแล้วสอน

ทีนี้พอท่านสอนหลวงพ่อบอกว่า อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้ให้อ่านจิตตนเอง ได้ฟังคำนี้นะมันปลื้มใจรู้สึกเรามีทางเดินต่อ จะเดินทางแต่สมถะไม่รู้ว่าจะเดินต่อยังไง ท่านบอกให้ดูจิตตัวเอง ลูกศิษย์บางคนท่านก็ให้ดูกายนะแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนท่านก็ให้ดูเริ่มตั้งแต่ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง บางคนก็ให้ดูกระดูกอย่างนี้ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ท่านสอนหลวงพ่อให้ดูจิต ท่านดูไปแล้วมันก็เหมาะสมกันกับเหตุนิสัย จริตนิสัยคนจะมีสองกลุ่ม พวกนึงเค้าเรียกว่า ตัณหาจริต พวกรักสวยรักงาม พวกรักสุขรักสบาย ท่านเหล่านี้เหมาะที่จะดูกาย เพราะร่างกายนี้มันสอนให้เราเห็นว่า ไม่สวย ไม่งาม ไม่สุข ไม่สบาย อีกพวกนึง เรียกว่าพวก ทิฏฐิจริต พวกคิดมากเหมาะกับการดูจิตใจ จิตใจนี้เป็นของเปลี่ยนรวดเร็ว การที่เราคอยดูเราเห็นความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย ใจเราเดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย ท่านก็สอนให้ตรงกับจริตนั่นเอง

ทุกวันนี้คนที่ไปเรียนกับหลวงพ่อก็มีหลายแบบนะบางคนหลวงพ่อก็ให้ดูกาย บางคนก็ให้ดูจิต แล้วแต่ แต่ละคนไม่เหมือนกัน ทางใครทางมัน ถ้าคนไหนเป็นพวกคิดมาก คนส่วนใหญ่ทุกวันนี้เป็นพวกคิดมากนะ พวกคิดมาก ทำมาหากินก็ใช้คิดๆเอา ไม่ได้ทำไร่ทำนาอะไร คนที่คิดมากๆวุ่นวายอยู่กับการคิดเนี่ย เหมาะที่จะดูจิตใจตนเอง แต่สมัยก่อนครูบาอาจารย์สอนสั้นนิดเดียว หลวงปู่ดูลย์บอกว่า อ่านหนังสือมามากแล้ว ต่อไปนี้อ่านจิตตัวเอง เสร็จแล้วท่านถามว่าเข้าใจมั้ย บอกว่าเข้าใจแล้วครับ

มันปลื้มนะ ปลื้ม ก็รู้ว่าชอบใจ จริงๆไม่เข้าใจหรอก ปลื้ม ท่านบอกว่าเข้าใจแล้วต้องไปทำเอา เห็นมั้ย ต้องไปทำเอานะ รับปากท่าน ผมจะไปทำเอา กราบลาท่านออกมาขึ้นรถไฟ ใจหายเลย ท่านบอกให้ดูจิตตนเอง จิตคืออะไร จิตอยู่ที่ไหนก็ไม่รู้ จะเอาอะไรไปดูก็ไม่รู้ ไม่รู้อะไรซักอย่างเลย ทีนี้เราไม่รู้อะไรสักอย่างทำยังไงดี ตกใจ ตกใจทำอะไรไม่ถูก เลยกลับมาตั้งหลัก ทำสมถะไว้ หลวงพ่อก็กลับมาพุทโธๆๆไป ใจมันสบายขึ้นมาแล้วก็ค่อยๆพิจารณา จิตมันต้องอยู่ในร่างกายนี้แน่ จิตไม่ได้ไปอยู่ที่อื่นหรอก

เพราะฉะนั้น ต่อไปนี้เราจะคอยรู้อยู่ไม่ให้เกินกายเราออกไป ความจริงเนี่ยมันคลำๆทางไปนะ ใช้การวิเคราะห์ ใช้เหตุใช้ผล มันก็ตรงกับหลักที่ครูบาอาจารย์ท่านมาบอกทีหลังทำไมเรียนทีแรก ทำไมท่านไม่ค่อยบอกอะไรให้ พระอาจารย์มหาบัวท่านก็เคยสอนนะ สอนหลวงพ่อว่าการปฏิบัติไม่มีอะไรมากหรอก มีสติรู้กายรู้ใจลงเป็นปัจจุบัน มีเท่านี้เอง อย่าเกินนี้ออกไป อย่าเกินกายออกไป ตอนนั้นก็ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องไม่เกินกายออกไป รู้แต่ว่าจิตมันอยู่ในกาย เราจะดูจิต เพราะฉะนั้นเราไม่ดูเกินกายออกไป อันนี้จริงๆก็ตรงกับหลักของพระพุทธเจ้านั่นเอง การที่เราทำกรรมฐานเนี่ย เราทำเพื่อละความเห็นผิดว่ามีอัตตาตัวตนสิ่งที่เราเรียกว่าตัวตน ตัวเราๆก็มีแต่กายกับใจเรานี้เอง เพราะฉะนั้นเรามาเรียนรู้กายเรียนรู้ใจ วันนึงก็ละความเห็นผิดว่ากายกับใจเป็นเราได้ เป็นพระโสดาบันได้ ละความยึดถือกายยึดถือใจได้ ก็เรียกว่าพระอรหันต์ ไม่ใช่เรื่องประหลาดอะไร เป็นเรื่องกายกับใจเท่านั้น การปฏิบัติ ไม่เกินกายกับใจ

ทีนี้หลวงพ่อนั่งดูมา เอ๊...ร่างกายนี้เป็นจิตหรือเปล่า เราจะไม่ให้มันเกินกาย จิตอยู่ในผมหรือเปล่า ลองจับผมดู แต่ก่อนผมยาวนะ ลองจับผมดู ในผมไม่เห็นมีจิตตรงไหนเลย ในขนในเล็บฟันหนัง ในเนื้อ ในเอ็น ในกระดู ไล่ๆๆอยู่ในกาย หาจิตไม่เจอ ตั้งแต่ตีสามถึงเช้าก็หาจิตไม่เจอ รู้แต่ว่าจิตอยู่ในกาย หรือจิตอยู่ตรงไหนไม่รู้ หรือว่าจิตเป็นความรู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ รู้สึกสุข รู้สึกทุกข์ล่ะมั้ง นั่งรถไฟไปนะ นั่งไม่ค่อยขยับนั่งนิ่งๆดูความทุกข์มันผ่านเข้ามา ความทุกข์มันมา แล้วมันไป มันมาแล้วมันไป ไม่เห็นมันมีจิตตรงไหนเลยในความรู้สึกทุกข์ หรือว่าจิตคือความคิดของเราเอง ทุกวันนี้ยังมีคนมานั่งถามหลวงพ่อเลยนะ ว่าจิตกับความคิดเป็นอันเดียวกันหรือเปล่าหลวงพ่อก็มาสังเกตดู มาหัดคิดเลย คิดบทสวดมนต์ขึ้นมาบทนึง พุทโธ สุสุทโธ กรุณามะหัณณะโว คิดๆบทสวดมนต์นี้ไปแล้วก็เห็นเองขึ้นมา ความคิดนี้มันไหลออกมา ไหลออกมาจากจิต มันเห็นเลยว่าความคิดก็เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า นึกขึ้นได้ร่างกายนี้ก็เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า เวทนา ความทุกข์ทั้งหลาย ก็เป็นสิ่งที่จิตไปรู้เข้า อ๋อ จิตนี้ก็คือคนที่ไปรู้สิ่งต่างๆนั่นเอง

ท่านบอกให้เรารู้คนที่ไปรู้สิ่งต่างๆ พอรู้อย่างนี้จิตใจมันก็ถอดถอยออกมานะ ถอยออกมาได้แว๊บเดียว จิตของพวกเราที่ไม่ได้เคยปฏิบัติเนี่ย มันจะรวมอยู่กับอารมณ์ มันจะรวมเป็นก้อนๆนะอยู่กลางหน้าอก รวมกับอารมณ์อยู่ พอเรารู้เท่าทันนี่มันจะถอดถอนตัวเองออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู จิตอยู่ส่วนหนึ่งอารมณ์อยู่ส่วนหนึ่ง แยกกัน จิตกับกายก็แยกกัน จิตกับเวทนาก็แยกกัน จิตกับความรู้สึกสุขรู้สึกทุกข์ รู้สึกกุศลอกุศลนี่ก็แยกกัน ค่อยๆแยกออกไป ในที่สุดจิตใจมันตั้งมั่นขึ้นมา แต่หัดใหม่ๆเนี่ย มันอยู่ได้แว๊บเดียว ก็ไหลเข้าไปรวมกับอารมณ์อีก สมัยหลวงพ่อลำบาก ไม่มีครูบาอาจารย์คอยบอกว่าทำไมมันถึงหลุดออกมาได้ มาถึงวันนี้ง่ายมากนะ พวกเราที่มาเรียนกับหลวงพ่อทีหลัง แค่เรารู้สึกตัวเท่านั้นเอง จิตใจมันก็ถอดถอนตัวเองออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดูละ ถ้าความรู้สึกตัวแท้ๆเกิดขึ้น สติแท้ๆเกิดขึ้น จิตใจมันจะถอดถอนตัวเองออกมาเป็นผู้รู้ผู้ดู รุ่นหลังๆเนี่ยจะสบายกว่าหลวงพ่อเยอะ ครูบาอาจารย์แต่ก่อนเนี่ยเคี่ยวเข็ญทรมานลูกศิษย์มาก ท่านทรมานเอาไว้เพื่อไว้ทำงานต่อไป เรียนอย่างยากลำบากนะทำให้เราเห็นสภาวะที่เราต้องคอยเรียนรู้คอยสังเกตมาก มารุ่นหลังๆเนี่ย คล้ายๆเรียนแบบเรียนลัดนะ เหมือนเรียนรามอะไรนี่นะ มีติวเตอร์อยู่หน้ามหาวิทยาลัยเยอะแยะ เก็งข้อสอบกัน ก็ง่ายหน่อย แต่ง่ายแล้วมันจะขี้เกียจนะ ไม่ค่อยจะใจสู้เท่าไหร่ กรรมฐานต้องใจสู้มาก กัดไม่ปล่อย เนี่ยพอจิตมันแยกออกจาก ผู้รู้กับสิ่งที่ถูกรู้แยกออกจากกัน เสร็จแล้วก็ไปรวมใหม่ ต้องอดทนมากนะในการตามรู้ตามดู อีกอาทิตย์หนึ่งหลุดออกมาสองสามแว๊บเอง ลำบากมากถ้าเป็นพวกเราใจเสาะหลายคนลำบากขนาดนี้เลิกละไม่เอาละ อยู่เฉยๆไม่ได้จะทุกข์อะไร ปฏิบัติทำไมมันลำบากมากมาย แต่หลวงพ่อไม่เลิกนะ เฝ้ารู้เฝ้าดูจิตใจของตัวเองไป ก็เห็นแต่ว่าเออ บางวันมันก็ทุกข์มาก บางวันมันก็ทุกข์น้อย บางวันจิตใจก็ไปรวมกับอารมณ์นะ รวมกันเป็นก้อนหนักๆเลยนะ บางวันก็เอาแน่เอานอนไม่ได้ เป็นก้อนเล็กก้อนใหญ่ เอาแน่ไม่ได้ หนักบ้างเบาบ้าง เนี่ยตะลุมบอนอยู่อย่างนี้อยู่สามเดือน คิดว่าเราดูจิตเป็นแล้ว ไปหาหลวงปู่อีก หลวงปู่ผมไปดูจิตมาแล้ว จิตเป็นยังไง จิตมันเป็นก้อนนะ ก้อนเล็กบ้างก้อนใหญ่บ้างนะ ภาวนาบางวันภาวนาดีก็หลุดออกมา ภาวนาไม่ดีไปรวมกันอีก ไปเล่าให้ท่านฟัง นึกว่าท่านจะชมนะ ท่านหน้าตาเฉยๆ นั่นมันอาการของจิต ไม่ใช่จิต กลับไปดูใหม่ สอนอย่างนี้นะ โอ้โห กลับไปดูใหม่นะ ต้องมาเริ่มต้นใหม่ ไม่เอาละ เราไม่ไปยุ่งกับอาการละ จิตมันเป็นยังไงเราจะคอยรู้อย่างที่มันเป็น คอยรู้ไป มันมีความสุขก็รู้มันมีความทุกข์ก็รู้นะ มันเป็นกุศลอกุศลคอยรู้มันไปเรื่อยๆ ตามรู้ตามดูมันไป ที่จริงแล้วก็ไม่มีอะไรยาก

หลวงพ่อฝึกตอนนั้นรับราชการอยู่ งานมาก แต่ว่าไม่ได้เกี่ยงว่างานมากแล้วไม่ปฏิบัติ หลวงพ่อปฏิบัติตั้งแต่ตื่นนอน ที่นี้เราต้องการติดนะ ต้องทำให้ได้ ตื่นนอนขึ้นมาปุ๊บนึกได้ว่าวันนี้วันจันทร์ ใจแห้งแล้งเลย พอนึกได้ว่าวันนี้วันศุกร์นะใจสดชื่นเลย ถ้านึกได้ว่าใกล้ลองวีเอนด์นะ จะมีความสดชื่นมากเป็นพิเศษ ความรู้สึกของเราแต่ละวันไม่เคยเหมือนกัน ความรู้สึกของเราแต่ละเวลาก็ไม่เหมือนกัน เช้าสายบ่ายเย็น ความรู้สึกไม่เหมือนกัน เวลาเรากินข้าว เจอของที่ชอบใจรู้สึกอย่างนึง เจอของไม่ชอบใจความรู้สึกอย่างนึง เวลาเราเจอคนอื่น คนที่เราชอบใจความรู้สึกเราเป็นอย่างนึง เจอคนที่เราเกลียดความรู้สึกเป็นอย่างนึง ทุกสิ่งทุกอย่างเนี่ยนะ พอตาเราไปมองเห็นความรู้สึกของเราก็เปลี่ยน เช่นเห็นเพื่อนเรามาเราก็ดีใจ เห็นหมาบ้าวิ่งมาเรากลัว หูเราได้ยินเสียงความรู้สึกก็เปลี่ยน เช่นเราได้ยินเพลงนี้เพราะ จิตใจมีความสุข ได้ยินคนเค้าด่ากันนะ ไม่มีความสุข รำคาญ แต่ถ้าเราถูกด่าซะเองได้ยินว่าเค้าด่าเรานะ มันโมโหนะ ความรู้สึกมันเปลี่ยน คอยดูเรื่อยๆ รู้ไปตามที่มันเป็น อย่าเข้าไปดัดแปลงมัน หลักของการวิปัสสนาจริงๆให้รู้รูปนาม รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ตามที่มันเป็น อย่าเข้าไปดัดแปลงมัน แล้วเราคอยรู้เรื่อยๆ รู้ไปเรื่อยๆนะ ถึงวันนึง ใจมันก็แจ้งขึ้นมา มันจะรวมเข้าไปแล้วก็ตัดสินของตัวมันเอง เราจะเห็นเลยว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาให้จิตรับรู้เนี่ยเป็นของชั่วคราวทั้งหมด ความสุขก็ชั่วคราว ความทุกข์ก็ชั่วคราว กุศลอกุศลแต่ละตัวแต่ละตัวชั่วคราวทั้งหมด ร่างกายเราเราก็รู้สึกนะ ร่างกายนี้ก็ของอาศัยชั่วคราว อะไรๆในชีวิตคือของชั่วคราวทั้งหมด การที่เราเห็นว่าขันธ์ห้ากายใจของเราเป็นของชั่วคราว เกิดแล้วก็ดับไป ตัวนี้เรียกว่าธรรมะ

คำว่าธรรมะไม่ใช่อะไรลึกลับอะไรหรอก ธรรมะก็คือการที่เราเข้าถึงความจริงของชีวิต ที่ว่าร่างกายนี้จิตใจนี้จริงๆแล้วมันไม่ใช่ตัวเรา นี่เราจะรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ตลอดเวลา เราวันนี้กับเราเมื่อวาน หรือเราวันนี้กับเราตอนเด็กๆก็คนเดิม ทางร่างกายเนี่ยเราอาจจะรู้สึกได้ว่าไม่ใช่คนเดิม แต่ทางจิตใจเราจะรู้สึกว่าเป็นคนเดิม อย่างในนี้ ในตัวเรานี้มีตัวเราอยู่คนนึง รู้สึกมั้ยพวกเรา มีเราอยู่คนนึง เราเดี๋ยวนี้กับเราตอนเด็กๆ ก็รู้สึกว่าเป็นคนเก่าอยู่นั่นเอง เนี่ยเราต้องคอยรู้ความเปลี่ยนแปลงของจิตไปเรื่อยๆในที่สุดเราจะรู้ว่าจิตเองก็มีธรรมชาติที่เกิดแล้วก็ดับ เกิดแล้วก็ดับนะ เกิดแล้วดับไป เกิดแล้วดับไป ไม่ใช่ตัวเดิมหรอก ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็เรียกว่า เราเข้าใจธรรมะ

ที่นี้วิธีฝึกที่จะให้เห็นอย่างนี้ได้ก็ต้องฝึกเจริญสติ ใครเคยทำกรรมฐานอะไรก็ทำอย่างนั้นต่อไป ใครเคยหัดพุทโธ พุทโธต่อไป ใครเคยหัดรู้ลมหายใจ ก็รู้ลมหายใจต่อไป หรือใครจะดูท้องพองยุบก็ดูต่อไป อะไรก็ได้ ใครจะขยับมืออย่างสายหลวงพ่อเทียนก็ขยับต่อไป เนี่ยหลวงพ่อไม่ได้เลือกกรรมฐานนะ ใครถนัดอะไรก็ใช้อันนั้น ที่วัดหลวงพ่อเลยมีเพื่อนๆจากทุกสำนักนะ ไปกันเยอะแยะ เพราะว่าเราไม่ได้เลือกว่าต้องวิธีนั้นต้องวิธีนี้

หลวงพ่อพบอย่างหนึ่ง ไม่มีกรรมฐานอะไรที่ดีที่สุดหรอก มันมีแต่กรรมฐานที่เหมาะกับเราแต่ละคน แต่ละคนเหมาะไม่เหมือนกัน บางคนถนัดเดินก็เดินเอา บางคนถนัดนั่งก็นั่งเอา บางคนถนัดรู้ลมหายใจก็รู้ บางคนถนัดจะไปรู้ท้องพองยุบก็รู้ไป อะไรก็ได้ ขอให้เป็นกรรมฐานที่เนื่องด้วยกายด้วยใจของตนเองเท่านั้นก็พอแล้วนะ กรรมฐานอะไรที่ไม่เนื่องด้วยกายด้วยใจก็อย่าไปทำมัน มันอ้อมค้อมเสียเวลา มันจะได้แต่สมถะ เพราะวิปัสสนาเนี่ย สุดท้ายต้องมารู้กายรู้ใจตัวเองจนเห็นว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา นี่ถึงจะเรียกวิปัสสนา

อย่างถ้าเราไปนั่งเพ่งไฟ นะ เพ่งเทียน เพ่งอะไรอย่างนี้ มันไม่เกี่ยวกับกายกับใจเรา ก็กลับมาดูกายดูใจลำบากนิดนึง แต่ถ้ากลับเป็นก็กลับได้เหมือนกันนะ เช่นดู ดูไฟไปดูเทียนไป เพ่งกสิณ จิตใจสงบขึ้นมา ก็รู้ จิตใจมี ปิติ ก็รู้ นี่กลับมารู้จิต อย่างนี้ก็พอไปได้เหมือนกัน หากกรรมฐานส่วนใหญ่ที่พวกเราทำกันทุกวันนี้ เป็นกรรมฐานที่เนื่องด้วยกายด้วยใจ เราก็ทำของเราต่อไป แต่ทำไปเพื่ออะไร พวกเราหลายคนอาจจะสงสัย เราก็ทำมานานแล้ว มันก็วนอยู่ที่เดิม เพราะอะไรถึงวนอยู่ที่เดิมเพราะสติตัวจริง ไม่เกิดขึ้น คนในโลกนี้ที่มีสติจริงๆเนี่ย นับตัวได้เลยนะ หลวงพ่อกล้าท้าเลย คนในโลกนี้ ส่วนมากเกือบทั้งหมด เกือบร้อยละร้อย ไม่เคยรู้สึกตัวเลย ไม่เคยรู้สึกตัวอย่างแท้จริง เราตื่นขึ้นมา เฉพาะตัว เฉพาะร่างกายของเรา พากันมานั่งอยู่ศาลาลุงชินนี้ แต่จิตของเราไม่ตื่นขึ้นมา จิตของเราพอตื่นร่างกายตื่นขึ้นมา จิตก็ไหลเข้าไปแล้ว ไปอยู่ในโลกของความคิดตลอดเวลา เราไปอยู่ในโลกของความคิดนะ ความคิดไม่ใช่ความจริง เพราะฉะนั้นเราไม่เคยรู้ของจริง คือไม่เคยรู้กายรู้ใจตัวเองได้เลย เรามัวแต่รู้ความคิด รู้เรื่องราวที่คิด แต่สติจริงๆไม่เกิดขึ้นมา วิธีที่จะให้สติเกิด เราต้องรู้ก่อนว่า สติเป็นอนัตตา ไม่มีใครสั่งให้สติเกิดได้ ต้องเข้าใจตรงนี้ก่อนนะ ใครก็สั่งสติให้เกิดไม่ได้ เพราะสติเป็นอนัตตาเช่นเดียวกับขันธ์ห้าอื่นๆนั่นเอง

แต่ถ้ามีเหตุ สติถึงจะเกิด เหตุที่ทำให้สติเกิด คือการที่จิตเราจำสภาวะได้ เช่น มันจำได้ว่าเผลอไปเป็นยังไง พอใจเราเผลอ แว๊บไปนี่นะ สติจะเกิดเอง มันจะระลึกขึ้นได้ว่า อ้อ..เผลอไปแล้ว สติเป็นความระลึกได้นะ สติไม่ได้แปลว่ากำหนด ในพระไตรปิฎกแปล สติว่าความระลึกได้ ความระลึกได้ไม่ใช่กำหนดนะ คนละเรื่องกันเลย ทุกวันนี้เราชอบกำหนด ไปรู้ลมหายใจ เราก็ไป กำหนดลมหายใจ ไปรู้พุทโธ กำหนดพุทโธ รู้เท้า กำหนดเท้า รู้มือกำหนดมือ ไปรู้ท้อง เรากำหนดท้อง กำหนดนี้ไม่ใช่การเจริญสติ กำหนดเป็นการเพ่งเอาไว้ เอาใจไปแนบอยู่กับลมหายใจ ได้สมถะ ใจไปแนบไว้ที่ท้องอันเดียว ได้สมถะ

สติเกิดจากการจำสภาวะได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่เราหัดจำสภาวะ พอจิตจำสภาวะได้แล้ว พอสภาวะนั้นเกิด สติจะเกิดเอง เพราะฉะนั้นถ้าจะเรียนธรรมะกับหลวงพ่อเนี่ย หลวงพ่อเฉลยเลย หลวงพ่อสอนให้พวกเรารู้จักตัวสภาวธรรมนั่นเอง โดยเฉพาะสภาวธรรมทางใจ เป็นของดูง่าย สภาวธรรมทางกายดูยากนะ พวกเราชอบนึกว่าดูกายง่าย คนที่จะดูกายได้ดี ต้องมีการทำสมาธิหนุนหลัง เพราะฉะนั้นครูบาอาจารย์วัดป่า ไม่ทิ้งสมาธินะ ถ้าทิ้งสมาธิแล้วหงายท้องเลย ถ้าจะเดินแนวของครูบาอาจารย์วัดป่า ต้องทำสมาธิ พอทำสมาธิจนจิตตั้งมั่นเป็นหนึ่ง เป็นผู้รู้ผู้ดู ไม่ใช่ทำสมาธิเพื่อให้เกิดนิมิตด้วยนะ รุ่นหลังๆ ไปหลงนิมิตกันมากขึ้นมากขึ้น เราทำสมาธิเพื่อให้จิตมันตั้งมั่น มีสติต่างหากหล่ะ มีสติ มีใจที่ตั้งมั่น และจะสามารถเห็นได้ว่า กายไม่ใช่ตัวเรา เห็นทันทีนะ ว่ากายไม่ใช่ตัวเรา เพราะฉะนั้นการจะทำกรรมฐานที่รู้กาย ค่อนข้างยากนิดนึง ถ้าใจไม่ตั้งมั่นพอ จะเห็นไม่ได้จริง จะได้แต่ไปเพ่งกายนิ่งๆไว้ จะเกิดปัญญายากนิดนึง

ส่วนการดูจิตใจ มันเหมาะสำหรับกับคนที่ทำฌานไม่เป็น เหมาะกับคนเมือง คนที่คิดทั้งวัน จิตใจมีแต่ความฟุ้งซ่าน ถ้าจิตใจฟุ้งซ่านเราก็หัดดูความรู้สึกของเราไป หัดไปเรื่อยๆ จิตใจฟุ้งซ่านเรารู้ว่าฟุ้งซ่าน อย่างนี้ก็เรียกว่าทำกรรมฐานแล้ว ทีนี้ก่อนที่เราจะรู้ว่าจิตใจฟุ้งซ่านได้ เราก็ต้องหัดก่อน เบื้องต้นทำกรรมฐานอันใดอันหนึ่งที่เราเคยทำ พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ ดูท้องก็ได้ ดูมือก็ได้ ทำไป ทำแล้วหัดสังเกตสภาวะ ไม่ใช่ทำเพื่อให้ใจนิ่งลูกเดียวนะ พวกเราหลายคน ทำแล้วก็น้อมใจเพื่อจะให้มันนิ่ง ใจที่นิ่งมันไม่เกิดปัญญานะ มันคนละเรื่องกัน มันเป็นที่พักผ่อนเฉยๆ

สมมติเราพุทโธ พุทโธ หรือ เรารู้ลมหายใจ เราก็หายใจของเราไป พอใจของเราแอบไปคิด ใครเคยหายใจใช่ไหม ถ้าเคยฝึกลมหายใจเราจะรู้เลยว่า หายใจแป๊บเดียว ใจจะหนีไปคิดแล้ว ให้เรารู้ทันนะ ว่าใจหนีไปคิดแล้ว ไม่ห้ามมันนะ ไม่ตำหนิติเตียนจิตใจตัวเอง ใจหนีไปคิด รู้ว่าใจหนีไปคิด มารู้ลมหายใจต่อไป ประเดี๋ยวหนึ่ง ใจจะเข้าไปเพ่งที่ลมหายใจ ไปเกาะนิ่งๆไว้กับลมหายใจ เราก็รู้ทันใจว่าใจไปเกาะนิ่งๆอยู่ที่ลมหายใจแล้ว หายใจไปเรื่อยๆ วันนี้ไม่ยอมสงบเลย จิตใจเราฟุ้งซ่าน รู้ว่าฟุ้งซ่าน นี่..หัดรู้สภาวะ สภาวะฟุ้งซ่านเกิดขึ้นเราก็รู้ทัน หายใจไปเรื่อยๆ ใจเรามีปีติมีความสุข รู้ว่ามีปีติรู้ว่ามีความสุข เพราะฉะนั้นเราหายใจไปเรื่อยๆ เราก็รู้จิตรู้ใจของเรา ในที่สุดเราจะรู้จักสภาวะตั้งมากมาย

คนไหนฝึกดูท้องพองยุบ นะ..ดูท้องพองยุบไป ดูท้องพองยุบสักพักหนึ่ง จิตจะหนีไปคิด รู้ว่าจิตหนีไปคิด ดูท้องพองยุบไป จิตเข้าไปเพ่งนิ่งๆอยู่ที่ท้อง รู้ว่าจิตเข้าไปเพ่งอยู่ที่ท้อง ดูท้องพองยุบไป จิตใจฟุ้งซ่านรู้ว่าฟุ้งซ่าน จิตใจสงบ รู้ว่าสงบ มีปีติมีความสุข รู้ว่ามีปีติ รู้ว่ามีความสุข หายใจไปแล้ว จิตใจเป็นอย่างไร คอยรู้ว่าเป็นอย่างนั้น นะ..ดูท้องไป ท้องก็กระเพื่อมไปตามจังหวะการหายใจของเรา

คนไหนขยับมือ นะ...อย่างสายหลวงพ่อเทียนท่านสอนขยับมือ หลวงพ่อเทียนท่านเป็นพระที่ดีที่สุดองค์หนึ่งนะ เป็นพระที่ดีที่สุดองค์หนึ่ง คำสอนของท่านเนี่ยเฉียบขาดมาก ท่านสอนให้ขยับ ให้ขยับเพื่ออะไร เพื่อจะรู้สึกตัว ไม่ใช่ขยับเพื่อจะขยับนะ ขยับเพื่อจะรู้สึกตัว หลักอันนี้ใช้ได้หมดเลย หายใจก็เพื่อรู้สึกตัว ดูท้องพองยุบก็เพื่อให้รู้สึกตัว ให้รู้เท่าทันกายรู้เท่าทันใจของเรานั่นเอง

ทีนี้ถ้าเราขยับไป ขยับ จิตหนีไปคิด รู้ว่าหนีไปคิด จิตเข้าไปเพ่งอยู่ที่มือ รู้ว่าจิตไปเพ่งมือ จิตเป็นสุขเป็นทุกข์ จิตเกิดกุศล เกิดอกุศล คอยรู้ทันไปเรื่อย รู้สภาวะไปเรื่อย การที่เราคอยรู้สภาวะเนืองๆ หัดตามรู้สภาวะเนืองๆ มันทำให้จิตของเรา รู้จักสภาวะ มันจำสภาวะได้แม่นขึ้นแม่นขึ้น

คนที่ฝึกตามวิธีที่หลวงพ่อบอกเนี่ย ประมาณเดือนนึง สติก็จะเกิดนะ โดยทั่วๆไป บางคนมาฟังหลวงพ่อ สองวัน สามวัน ทนๆฟังนะ ฟังไม่รู้เรื่องก็ทนฟังไป สองวันสามวัน สติเกิดขึ้นมาแล้วก็มี เพราะอะไร เพราะไปหัดรู้สภาวะ ถ้าฟังแล้วไม่ไปหัดรู้สภาวะนะ ก็ไม่ได้อะไร เดี๋ยวก็ลืมนะ เดือนหน้ามาฟังอีกมันก็อยู่ที่เก่านั่นแหละ หาอะไรพัฒนาไม่ได้ แต่ถ้าฟังแล้วไปหัดรู้สภาวะ ตามที่หลวงพ่อบอกนะ ในเวลาหนึ่งเดือนเนี่ย จิตใจเราจะเปลี่ยนแปลงตั้งมากมายหล่ะ จิตที่ไม่เคยมีสติ จะเกิดสติขึ้นมา จิตที่ไม่เคยตั้งมั่น ไม่เคยสงบ จะตั้งมั่นจะ สงบขึ้นมาอัตโนมัติ อัศจรรย์มากนะ เพราะฉะนั้นคอยรู้สึกไป หัดรู้สภาวะไปเรื่อยๆ

อย่างนั่งฟังหลวงพ่อก็หัดรู้สภาวะได้ สังเกตมั้ยบางทีก็มองหน้าหลวงพ่อ มองหน้าหลวงพ่อนิดนึง ฟังหลวงพ่อหน่อยนึง แล้วจิตก็สลับไปคิด สังเกตมั้ยไม่ได้ฟังอย่างเดียวแต่ฟังไปคิดไป เนี่ยหัดรู้สภาวะไปนะ จิตไปฟังก็รู้ จิตไปคิดก็รู้ หัดไปเรื่อยๆ อดทนนะ เบื้องต้น ต้องอดทนมาก หัดรู้สภาวะไป สิ่งนี้กว่าหลวงพ่อจะคลำออกมาได้นะ ใช้เวลายากลำบากนะ เหนื่อยมาก ครูบาอาจารย์ไม่บอกให้ ท่านบอกให้ไปดูเฉยๆ ท่านไม่บอกวิธีการให้เลย ไม่บอกเลยว่าต้นทางของการปฏิบัติอยู่ตรงไหนไม่บอกเลยว่าเราต้องไปรู้อะไร นี่หลวงพ่อบอกให้หมดแล้วนะ ว่าเราต้องรู้กายรู้ใจตัวเอง การรู้กายรู้ใจตนเองนี่แหละ พระพุทธเจ้าเรียกว่าการรู้ทุกข์ รู้ทุกข์คือรู้กายรู้ใจของเราเอง

สติปัฎฐานสี่ ก็เป็นเรื่องกายกับใจล้วนๆ เลย มีเรื่องแต่กายกับใจ เพราะฉะนั้น เราก็ต้องรู้กายรู้ใจ เครื่องมือในการรู้กายรู้ใจเรียกว่าสติ สติเป็นความระลึกได้

หลวงพ่อบอกละเอียดถึงขนาดว่า สติเกิดขึ้นได้เพราะจิตไปจำสภาวะได้ บอกกระทั่งวิธีที่จะให้จิตจำสภาวะได้ คือหัดดูสภาวะบ่อยๆ เพราะฉะนั้น หัดดู หัดทำกรรมฐานอันหนึ่งขึ้นมาก่อน เดินจงกรมก็ได้ ใครชอบเดินจงกรมก็เดิน เดินไปแล้วจิตหนีไปคิดก็รู้ จิตชอบไปเพ่งอยู่ที่เท้าก็รู้ จิตเป็นสุขเป็นทุกข์ จิตเป็นกุศล อกุศล คอยรู้เรื่อยๆ ถ้าฝึกไปอย่างนี้ ต่อไปสติก็จะเกิดเอง ทุกวันนี้ ถ้าไปอยู่ที่วัดที่หลวงพ่ออยู่ ทุกวันนี้นะ จะมีคนมารายงานการปฏิบัติอยู่เสมอ มีทุกวันแหละ ว่าตอนนี้ไม่ได้ปฏิบัติอะไร แต่สติเกิดขึ้นเองแล้ว กิเลสไหวตัวแว๊บขึ้นในจิต

สติเห็นกิเลสขาดสะบั้นตรงนั้นเลย เพราะสติกับกิเลสมันเกิดร่วมกันไม่ได้ นี่เขาก็เห็นกันถึงขนาดนี้นะ ใช้เวลาไม่มากเท่าไหร่หรอก แต่ถ้าเราทำเอาแต่ความสงบ ความนิ่งนะ มันก็นิ่งไปเรื่อยๆ นะ กี่ปีมันก็นิ่งอยู่อย่างนั้น หลวงพ่อนิ่งอยู่ ๒๒ ปี มันไม่เกิดปัญญา เพราะอะไร เพราะเราไม่ได้มารู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง หัดเอานะ หัดเอา

ได้ข่าวว่าที่ศาลาลุงชินนี่ เขาเทศน์กัน ๒๐ นาทีใช่มั้ย...

ใช่หรือเปล่า ส่วนมากเขาทนฟังได้ ๒๐ นาที...

หัดเอานะหัดเอา ถ้าฝึกอย่างที่หลวงพ่อบอกไม่นานเราจะสามารถเจริญสติในชีวิตประจำวันได้ การเจริญสติในชีวิตประจำวันนี่แหละ คือหัวใจของการปฏิบัติ หลวงปู่มั่นสอน บอกว่า ทำสมาธิมาก คือติดแต่สมาธินะ เนิ่นช้า อยู่กันเป็น ๑๐ ปี, ๒๐ปี, ๓๐, ๔๐ ปี มีนะ ติดสมาธิ ๖๐ ปีก็มี ทำสมาธิมากเนิ่นช้า แต่ไม่ทำเลยไม่ได้นะ ต้องทำเพื่อให้ใจได้พักผ่อนเป็นครั้งเป็นคราว คิดพิจารณามากฟุ้งซ่าน ธรรมะไม่ได้เอาไว้คิดนะ แต่ถ้าจิตใจมันไปติดความสุขความสงบ เฉยๆ อยู่ ก็ช่วยมันคิดพิจารณา เช่นพิจารณากาย เป็นอุบายแก้ความติดสงบ ติดเฉย แต่ถ้าคิดอย่างเดียวเนี่ย ฟุ้งซ่าน

หลวงปู่มั่นท่านสรุปเลยว่าบอกว่า หัวใจของการปฏิบัติธรรมเนี่ย คือการเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าใครฝึกอย่างที่หลวงพ่อบอกนะ เราจะเจริญสติในชีวิตประจำวันได้ อย่างเราหัดดูสภาวะที่หลวงพ่อบอกเนี่ย ต่อไปจิตมันรู้จักสภาวะ ใจเผลอไปคิดก็รู้ ใจวิ่งไปดูก็รู้ ใจวิ่งไปฟังก็รู้ ใจเป็นสุขก็รู้ เป็นทุกข์ก็รู้ จิตใจเป็นกุศล อกุศลนะ รู้หมด พอรู้แล้วเนี่ย เราสามารถเจริญสติในชีวิตประจำวันแล้ว ไม่ต้องพูดเรื่องการปฏิบัติเลย มันปฏิบัติของมันเอง

แค่ตื่นนอนที่หลวงพ่อเล่าเมื่อกี๊ ตื่นนอนมานึกได้ว่าวันนี้วันจันทร์ใจแห้งแล้วเห็นแล้วว่าใจแห้งแล้ง เห็นแล้วมันได้อะไร มันได้เห็นไตรลักษณ์นั่นเอง ใจทีแรกเฉยๆ พอคิดอย่างนี้ขึ้นมา ความเฉยดับไป เกิดใจที่แห้งแล้งขึ้นแทน เห็นมั้ย จิตที่เฉยๆ ไม่เที่ยง เกิดจิตที่แห้งแล้งขึ้นแทน พอสติระลึกรู้ว่าจิตแห้งแล้ง จิตที่แห้งแล้งจะดับทันที เกิดจิตที่รู้ตื่นเบิกบานขึ้นมา เราก็จะเห็นอีก จิตที่แห้งแล้วเกิดแล้วก็ดับไป เกิดจิตที่รู้ตื่นเบิกบานขึ้นแทน จิตที่รู้ตื่นเบิกบาน นี่..พอสติระลึกลงไปอีกทีหนึ่ง ความเบิกบานก็จะกลายเป็นอุเบกขา นิ่งๆขึ้นมาละ เราก็จะเห็นเลยว่าจิตที่เบิกบานเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป กลายเป็นจิตที่มีอุเบกขา เผลออีกแว๊บหนึ่ง จิตจะเผลอละ ห้ามไม่ได้ ไม่ได้ห้ามนะ ไม่ได้เรียนเพื่อห้ามเผลอนะ แต่อย่าเผลอนาน ใจอาจจะเผลอไปคิดเรื่องอื่น เช่น อ้อ ต้องรีบไปอาบน้ำแล้ว ตื่นแล้ว ใจลุกลี้ลุกล้นขึ้นมา ตรงนี้เป็นอกุศลแล้ว ใจลุกลี้ลุกลนขึ้นมา ลืมเนื้อลืมตัว สติระลึกปั๊บเลย อ้อ เผลอไปอีกละ ลุกลี้ลุกลนขึ้นมาแล้ว เดินไปจะไปอาบน้ำนี่ สมมติว่าหน้าหนาว เปิดประตูห้องน้ำไปเห็นตุ่มน้ำ พอตามองเห็นตุ่มน้ำในฤดูหนาว ใจสยอง เห็นทันทีว่าใจสยอง นี่มันจะเห็นตามหลังไปเรื่อยๆ นะ กินข้าวก็เหมือนกันนะ ทำได้ สมมติว่าเราชอบกินไข่เจียว ตาเรามองเห็นแต่ไข่เจียว จมูกเราได้กลิ่นหอม มันชอบนะ มันอยากกิน ความอยากกินเกิดขึ้น เรารู้ว่าอยากกิน นี่เรียกว่าปฏิบัติ เราจะเห็นเลยใจตะกี้เฉยๆ แต่ใจตอนนี้มีความอยากเกิดขึ้น พอเรารู้ทันว่าใจมีความอยาก ความอยากก็จะขาดสะบั้นลงไปอีก เป็นอุเบกขาขึ้นมาอีก หรืออาจจะเบิกบานขึ้นมา สภาวะอะไรเกิดต่อเนื่องมา ก็คอยรู้ไปเรื่อยๆ ฝึกอยู่อย่างนี้แหละ ฝึกไปเรื่อยๆ

เสร็จแล้วหลวงพ่อก็ไปขึ้นรถเมล์นะ เช้าๆ ไปขึ้นรถเมล์ไปทำงาน ออกมาที่ป้ายรถเมล์ เห็นคนเยอะพอๆ กับที่ศาลาลุงชินนี้ เรามีเพื่อนร่วมทางมาก มีความสุขมั้ย มันไม่สุขนะ เห็นคนเยอะๆ มันกลุ้มใจนะ กลุ้มใจรู้ว่ากลุ้มใจ รถเมล์มา รถเมล์ว่างๆ เราดีใจ รถเมล์ไม่ยอมจอด เปลี่ยนจากดีใจเป็นโกรธ ก็ฝึกของเราอยู่อย่างนี้ หลวงพ่อตามรู้อยู่อย่างนี้ทั้งวัน ไปถึงที่ทำงาน เมื่อก่อนอยู่ทำเนียบรัฐบาล เอ้ามีเวลาเหลือสิบนาทีนะ เดินทอดน่อง ชมนกชมไม้ มีตึก มีต้นไม้สวยๆ จิตใจมีความสุข รู้ว่ามีความสุข เห็นมั้ย จิตตะกี้เฉยๆ ตอนนี้มีความสุขแล้ว จิตใจเราเปลี่ยน เนี่ย แสดงไตรลักษณ์อยู่ตรงนี้เอง แสดงทั้งวัน มีความสุขไปแล้วเราก็นึกได้ว่า วันนี้หัวหน้ากองไม่มานะ หัวหน้ากองจะไปประชุมที่อื่น จิตใจมีความสุขเป็น ๒ เท่านะ ข้าราชการที่ดี พอเดินขึ้นมาถึงห้องทำงาน จ๊ะเอ๋ หัวหน้ากองมา อ้าว ผิดหวัง ผิดหวังรู้ว่าผิดหวัง เนี่ยหัดฝึกไปอย่างนี้ ฝึกไปเรื่อย เจ็ดวันเจ็ดเดือนฝึกไป เจ็ดวัน เจ็ดเดือน เจ็ดปีฝึกไป เราฝึกของเราอยู่อย่างนี้นะ ไม่มีอะไรมาก ฝึกไป ฆราวาสก็ทำได้นะ เลี้ยงลูกเลี้ยงหลานเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ ทำได้ทั้งหมดแหละ เราทำมาค้าขายก็ทำได้ ค้าขาย เช่น วันนี้ลูกค้าเราเยอะเลย ดีใจ วันนี้ไม่มีลูกค้าเลย ไม่สบายใจ ที่วัดหลวงพ่อก็มีหมอมาเยอะนะ หลวงพ่อยกตัวอย่างของหมอนะ หมอก็จะเห็นชัด

อย่างวันไหนขับรถเข้าไปที่โรงพยาบาลเนี่ย คนไข้ล้นออกมาหน้าประตูโรงพยาบาล หมอจะรู้สึกว่าไม่ค่อยมีความสุข ตอนเย็นขับรถไปที่คลีนิกนะ คนไข้ล้นออกมาหน้าถนน มีความสุข

เนี่ยเราค่อยรู้ทันนะ รู้ทันใจของเรา คอยรู้ไปเรื่อยๆ หัดรู้ไป จิตใจเราเปลี่ยนแปลง ความเปลี่ยนแปลงนั่นแหละแสดงไตรลักษณ์ แสดงธรรมะให้ดู ธรรมะไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไร ธรรมะคือกายกับใจของเรานี่แหละ ที่เค้าแสดงความจริงคือไตรลักษณ์ให้ดู คอยรู้สึกไป ถ้าฝึกอยู่อย่างนี้นะ เดี๋ยวสติตัวจริงเกิด พอสติตัวจริงเกิดเนี่ย ใจมันจะตั้งมั่นขึ้นมา สัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นเอง ใจจะตั้งมั่น พอใจตั้งมั่นอยู่กับเนื้อกับตัว เราก็เห็นกายเห็นใจเนืองๆ เห็นบ่อยๆ มันเห็นเอง ไม่ได้เจตนาจะเห็น พอเห็นมากเข้ามากเข้า ปัญญาจะเกิด ปัญญาคือความเข้าใจความเป็นจริงของกายของใจ เราเข้าใจว่าร่างกายนี้เป็นตัวทุกข์ล้วนๆ จิตใจก็เป็นตัวทุกข์ ไม่ใช่เป็นทุกข์บ้างสุขบ้าง ถ้าเข้าใจอย่างนี้จะปล่อยวางความยึดถือกายยึดถือใจได้ จิตใจมันจะหมดภาระนะ มีแต่ความสุขล้วนๆ

เพราะฉะนั้นเราเรียนกรรมฐาน เราค่อยๆฝึกไป ความสุขมหาศาล รอเราอยู่ข้างหน้า แต่ถ้าเราฝึกผิดนะ ล้มลุกคลุกคลานเหนื่อยยากนะ ลำบากมาก ฟังให้รู้เรื่องก่อน หลวงพ่อก็จะมีซีดีแจกบ้าง แจกหนังสือ แจกซีดีบ้างนะ ได้ไปแล้วพยายามฟังไว้ ฟังไปจนสติตัวจริงเกิดขึ้นมา แล้วจะรู้ว่าง่าย ง่าย ง่ายมาก เขาฝึกกันเจ็ดวัน เจ็ดเดือน เดี๋ยวนี้เขามีนะ ไม่ใช่ไม่มี หกเดือนก็มี ที่เข้าใจความเป็นจริงของกายของใจขึ้นมา ดูมันเข้าไปบ่อยๆ แต่อย่าลืมตัวเอง แต่ว่าพวกเราจะลืมกายลืมใจของเราเองทั้งวัน เพราะทั้งวันเราเอาแต่คิด ความคิดนี่แหละ ปิดบังความจริงเอาไว้ ความคิดไม่ใช่ความจริง พอเราตื่นขึ้นมา เราก็นั่งคิดๆๆ กันทั้งวัน ตั้งแต่เช้ายันค่ำ ค่ำยันดึกนะ หลับไปก็ไปฝันต่อ ฝันก็คือคิดยามหลับนั่นแหละ ส่วนความคิดคือความฝันเมื่อยามตื่น หลงๆ ไป

ธรรมชาติของจิตรู้อารมณ์ได้ครั้งละอย่างเดียว พอมันไปรู้เรื่องราวที่คิดแล้วเนี่ย มันจะรู้กายรู้ใจตัวเองไม่ได้ อันนี้มันเป็นกฎธรรมชาตินะ เป็นกฎเลย เป็นกฎธรรมชาติ ฉะนั้นตราบใดที่เรายังหลงอยู่ในโลกของความคิดเราจะรู้กายรู้ใจไม่ได้ เราจะยังทำวิปัสสนาไม่ได้

หลวงพ่อเทียนท่านสอนดีนะ ปกติหลวงพ่อไม่เรียนกับท่าน ไปอ่านธรรมะของท่าน แล้วก็เออ..ท่านสอนดี ท่านบอกว่า ถ้ารู้ว่าจิตคิดคือได้ต้นทางของทางปฏิบัติ รู้ว่าจิตคิดนะ ไม่ใช่รู้เรื่องที่จิตคิด คนทั้งโลกนะรู้แต่เรื่องที่จิตคิด ไม่รู้ว่าจิตกำลังไปคิดอยู่ ทันทีที่เรารู้ว่าจิตกำลังไปคิดอยู่นะ เราจะตื่นขึ้นมาโดยฉับพลัน คือเราจะหลุดออกจากโลกของความคิด เกิดความรู้สึกตัวในฉับพลัน

เราจะเห็นทันทีเลย กายนี้ไม่ใช่เรา เราจะเห็นทันทีเลย จิตนี้ไม่เที่ยง จะเห็นลงไป เห็นซ้ำแล้วซ้ำอีก ถึงวันหนึ่งจิตมันพอละ มันตัดสินความรู้นะ มันรวมเข้ามาแล้วมันตัดสินของมันเอง ไม่ใช่เรื่องประหลาดนะ ไม่ใช่เรื่องยาก ธรรมะไม่ใช่เรื่องพ้นวิสัย ไม่ใช่เรื่องหมดยุคหมดสมัยแล้ว ใครทำใครก็ได้ ทำแทนกันไม่ได้นะ ที่สำคัญต้องหัดเจริญสติในชีวิตประจำวัน ถ้าเรายังรู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมกับการดำรงชีวิตของเราเป็นคนละส่วนกันนะ เรายังห่างไกลต่อมรรคผลนิพพานมาก ถ้าเรารู้สึกว่าการปฏิบัติธรรมกับการใช้ชีวิตปกติของเราเป็นอันเดียวกัน เราใกล้ต่อมรรคผลนิพพานแล้ว

เมื่อสองสามวันก่อนนะ มีเด็กหนุ่มๆ คนหนึ่งไปถามหลวงพ่อที่วัดหลวงพ่อ บอกว่าผมจะฝึกเดินจงกรม จะเดินยังไง หลวงพ่อเรียกเลย บอกเอ้า..ออกมาเดินหน้าชั้นนี่ มีที่อยู่นี่ ออกมาเดินเลย ให้คนเป็นร้อยนี่หละ ดู มันก็ใจเด็ดนะไอ้เด็กนี่ ลุกออกมาจริงๆ ลุกเดินต้วมๆ ๆ ออกมา

หลวงพ่อก็รีบบอกเลยว่า อย่าพึ่งเดิน รู้สึกมั้ยว่าตอนที่เดินออกมาสามสี่ก้าวเนี่ย ไม่ได้รู้ตัวเลย เพราะอะไร เพราะคิดว่าตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เดี๋ยวต้องมาเข้าหัวจงกรม หัวทางเดินจงกรมก่อน ถึงจะเริ่มการปฏิบัติ เดินอยู่ทุกก้าวนี่ยังไม่ใช่เวลาปฏิบัติ เห็นมั้ย แยกการปฏิบัติกับชีวิตออกจากกันแล้ว แท้จริงการปฏิบัติทำกันตลอดเวลานะ เท่าที่มีสติจะทำได้ ไม่ใช่ไปแบ่งว่าช่วงนี้คือเวลาปฏิบัติ ช่วงนี้ไม่ต้องปฏิบัติ

คำว่าไม่ต้องปฏิบัติ จะต้องไม่มีอยู่ในสารบบของเราเลย ถ้าอยากได้มรรคผลจริงๆ

เพราะฉะนั้นลุกขึ้นมา หลวงพ่อเรียกให้มาเดินจงกรม ถ้าหลวงพ่อเรียกให้เดินจงกรมก็หมายถึงว่าทุกก้าวที่เดินมานี่แหละ เดินจงกรมทั้งหมด แต่ไม่ใช่เดินย่องๆมานะ ไม่ใช่การเดินจงกรมคือการย่องๆๆๆ ไม่ใช่นะ ทุกก้าวที่เดินปกตินี่แหละ ถ้ามีสติเรียกว่าเดินจงกรมทั้งหมดเลย ถ้าขาดสติถึงมาเดินกลับไปกลับมาหรืองุ่มง่ามช้าๆก็ไม่เรียกว่าเดินจงกรม เรียกว่าเดินสะเปะสะปะเลยขาดสติ เพราะฉะนั้นเมื่อไหร่มีสติ ทุกก้าวที่เดินนั่นแหละ คือการเดินจงกรม ทีนี้หนุ่มคนนี้เค้าไม่เดินจงกรม คือไม่เจริญสติ หลวงพ่อเรียกให้มาเดินโชว์ก็ลุกขึ้นมา ขาดสติเลยลืมเนื้อลืมตัว ตื่นเต้นนะไม่รู้ว่าตื่นเต้น อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้ ร่างกายเดินอยู่ก็ไม่รู้ว่าร่างกายเดินอยู่ อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้

อะ พอเดินมาถึงหัวทางจงกรม ทำอะไรรู้มั้ย วางฟอร์ม นี่นักปฏิบัติชอบทำอย่างนี้ เวลาที่ไม่ได้คิดว่าเป็นเวลาปฏิบัติ ก็หลงไปเลย เผลอไปเลย พอคิดถึงการปฏิบัตินะก็บังคับกายบังคับใจทันทีเลย นี่แหละคือความสุดโต่งสองด้านที่พระพุทธเจ้าห้าม

สุดโต่งอันที่หนึ่งคือกามสุขัลลิกานุโยค การหลงตามกิเลสนั่นเอง อย่างเราหลงตามกิเลสเช่นเราหลงไปทางตา หลงไปทางหู หลงไปดูเค้า ลืมตัวเอง นะ หลงไปฟังเค้าคุยกันลืมตัวเอง หลงไปคิด แล้วก็ลืมตัวเอง นี่หลงตามกิเลส เป็นความปรุงแต่งฝ่ายชั่ว พอคิดเรื่องปฏิบัติก็เริ่มบังคับกายบังคับใจ วางฟอร์ขรึมๆ พวกเราเป็นมั้ย แต่นักปฏิบัติเกือบร้อยละร้อย นี่พูดแบบเกรงใจนะ เกือบร้อยละร้อยเป็นนักวางฟอร์ม ต้องทำขรึม มันจะดูสง่างามดี นะ น่านับถือ หารู้ไม่ว่าเดินช้อปปิ้งก็เดินจงกรมได้นะ เดินข้ามทางม้าลายก็เดินได้ แต่อย่าไปเดินย่องๆนะ รถทับเอา เดินปกติเหมือนที่พ่อที่แม่สอนให้เดินนั่นแหละ แต่เติมสติเข้าไป เติมความรู้สึกตัวลงไป อย่าใจลอย คำว่าใจลอยก็คือขาดสตินั่นเอง อาการของมันก็คือเราไปหลงคิดไป เรามัวแต่รู้เรื่องที่เราคิดนั่นแหละเรียกว่าใจลอย ถ้าเมื่อไหร่ ใจเราแอบไปคิดปุ๊บ รู้ทัน รู้ว่าแอบไปคิด เรียกว่ามีสติแล้ว เราจะรู้กายเราจะรู้ใจได้ทันที เพราะฉะนั้น เราต้องปฏิบัติในชีวิตประจำวันให้ได้นะ จะเดินจะยืนจะนั่งจะนอนต้องรู้สึกตัวต้องรู้กาย ร่างกายเคลื่อนไหวคอยรู้สึก จิตใจเคลื่อนไหวคอยรู้สึก แต่ไม่ใช่วางฟอร์มไปเพ่งให้มันนิ่งๆ ไม่ใช่เดินให้มันผิดธรรมดานะ ไม่ใช่ตามบังคับใจให้นิ่งผิดธรรมดา รู้ไปตามธรรมดานั่นแหละ เพราะอะไร เพราะเราต้องการเห็นความเป็นธรรมดาของกายของใจ ธรรมดานั่นแหละธรรมะละ ธรรมดาของกายของใจก็คือ กายนี้ไม่เที่ยงเป็นทุกข์ บังคับไม่ได้ เป็นวัตถุ เป็นก้อนธาตุ ไม่ใช่ตัวเรา จิตใจก็ไม่เที่ยงเป็นทุกข์บังคับไม่ได้ เนี่ยต้องการให้เห็นธรรมดาเพียงแค่นี้เอง พอเห็นแล้วต่อไปรู้ความจริงว่ากายกับใจมันไม่ใช่ตัวเราที่แท้จริง ได้พระโสดาบันนะ

ต่อมาหมดความยึดถือในร่างกายแล้ว หมดความเพลิดเพลิน ทางตา หู จมูก ลิ้น กายแล้ว อันนี้คือภูมิของพระอนาคามี ต่อมาพอฝึกปฏิบัติเข้านะ จิตมันเป็นผู้รู้เด่นดวงขึ้นมาส่วนใหญ่ก็จะหลงมาอยู่ที่นี่ ถ้าสติปัญญาแก่รอบอีก เหมือนครูบาอาจารย์เคยบอกให้ จะเห็นอีกว่าตัวจิตนั่นแหละเป็นตัวทุกข์ล้วนๆ เลย ตัวจิตก็ไม่เที่ยง ตัวจิตนั่นแหละ ตัวทุกข์ ตัวจิตนั่นแหละ ตัวอนัตตา จิตปล่อยวางจิต แล้วก็ถึงจะหมดธุระทางศาสนา หมดความทุกข์ด้วยทุกข์นั่นเอง ครูบาอาจารย์ท่านก็สอน บอกต่อๆ กันมาอย่างนี้นะ หลวงพ่อก็จำๆ ท่านมาบอกพวกเราฟัง

ใจลอยแล้ว รู้จักใจลอยรึยัง รู้สึกมั้ยมันลืมตัวเอง ลืมกายลืมใจ แล้วก็ลืมตัวเองนะ เห็นมั้ยมีแต่คนลืมนะ คนนี้เลยเกร็งเลย บังคับตัวเอง รู้สึกไปอย่างที่มันเป็น ง่ายๆ ไม่ได้มีอะไรเลย



เอ้า...วันนี้เทศน์จบแล้วนะ ใครอยากกลับบ้านเชิญ



เมื่อก่อนหลวงพ่อมาสมัยหลวงปู่เหรียญเทศน์นะ เห็นฟังกัน ๒๐ นาที ก็กลับบ้านแล้ว เดี๋ยวนี้อึดน่าดูเลย แต่ส่วนมากไปเรียนที่หลวงพ่อนะ ไม่ไล่ไม่ยอมกลับนะ ส่วนมากก็ต้องไล่ หลายๆหนด้วย หน้าซ้ำๆต้องไล่แล้วไล่อีก ไม่ยอมกลับ

อย่าติดครูบาอาจารย์นะ เสียเวลา สมัยเวลาหลวงพ่อไปเรียนกับครูบาอาจารย์เนี่ย พอรู้วิธีเท่านั้น หลวงพ่อกราบแล้ว กราบลาแล้ว ผมจะไปทำแล้ว คงไม่มานั่งแช่มองหน้าอาจารย์แล้วมีความสุขอยู่หรอกนะ หลายคนมามองหน้าอาจารย์แล้วมีความสุข เผลอๆ เพลินๆ เสียเวลา ใครจะตายเมื่อไหร่ไม่มีใครรู้ รีบๆทำ ยืน เดิน นั่ง นอน รู้สึกไปนะ ธรรมะมีเท่านี้นะ มีเท่านี้เอง

ฉะนั้น เบื้องต้นหัดรู้จักสภาวะหาอารมณ์อันหนึ่งขึ้นมาตั้งไว้ก่อน พุทโธก็ได้ หายใจก็ได้ ดูท้องก็ได้ ดูมือก็ได้ ดูเท้าก็ได้ หรือจะดูจิตดูใจเข้าไปตรงๆ เลยก็ได้ ดูเวทนาก็ได้ อะไรก็ได้ที่มันเป็นกายกับใจของเรา ดูแล้วก็หัดสังเกตสภาวะไป ไม่มีอะไร ง่าย พอจิตมันรู้จักสภาวะแล้วสติจะเกิดเอง สภาวะอะไรเกิดสติเกิดเอง จิตสัมมาสมาธิจะเกิดขึ้นเองปัญญาจะตามมา พอปัญญาแก่รอบวิมุตติจะเกิดขึ้นเอง ใจปล่อยวางเอง ไม่ต้องอ้อนวอนให้ปล่อยนะ ไม่ต้องเชื้อเชิญให้ปล่อย ปล่อยเอง ไม่หยิบไว้หรอก อย่างแต่เดิมเราคิดว่าอันนี้เป็นของดี สมมติว่านี่คือของดี สมมติว่านี่คือร่างกายจิตใจของเรารู้สึกว่าเป็นของดีของวิเศษ พอเราฝึกมากเข้ามากเข้า เราเห็นว่าไม่ใช่ของดีของวิเศษมันถึงจะยอมวาง

ยกตัวอย่าง อย่างร่างกายของเราเราพากันนั่ง พอเราเมื่อยเราก็เปลี่ยนอิริยาบถ แป๊บ เปลี่ยนไปแล้ว เราไม่ทันรู้ความจริงของกาย แต่ถ้าเราอยากรู้ความจริงของกาย เราลองนั่งนะเบื้องต้นนั่งให้สบายก่อน นั่งสักพักเดียวมันเมื่อย มันเมื่อยเราก็ต้องขยับเปลี่ยนอิริยาบถ เช่นพับเพียบเปลี่ยนข้างซ้ายข้างขวา พอเปลี่ยนอิริยาบถปุ๊บ ความเมื่อยหายไป จิตใจมีความสบายขึ้นมา ร่างกายสบายขึ้นมา เดี๋ยวพอเมื่อยเราก็ขยับตัวอีก ทีนี้ คนทั้งหลายก็ขยับตัวทั้งวันนะ กระทั่งนอนหลับ นอนหลับก็เมื่อยนะ นอนหลับก็เมื่อย ต้องพลิกไปพลิกมา คืนหนึ่ง พลิก ๔๐ – ๕๐ ครั้งนะ คนๆหนึ่งน่ะ เพราะอะไรเพราะมันทุกข์ ความทุกข์มันบีบคั้นตลอด นั่งอยู่มันทุกข์ก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ นอนอยู่ทุกข์ก็ต้องพลิกไปพลิกมา นี่ความทุกข์บีบคั้นอยู่เรื่อยๆ ถ้าเรามีสติรู้กายไปเรื่อยทุกอิริยาบถ เราจะเห็นเลย ความทุกข์บีบคั้นร่างกายนี้ทุกๆอิริยาบถ ถ้าเรารู้ลมหายใจหล่ะ เราจะเห็นความทุกข์บีบคั้นร่างกายนี้อยู่ทุกลมหายใจเข้าออก ถ้าเราไม่หายใจเลยเราทุกข์นะ หายใจเข้าอย่างเดียวก็ทุกข์นะ เราก็ต้องหายใจออกแก้ทุกข์ หายใจออกมากๆ ก็ทุกข์อีกแล้ว ต้องหายใจเข้าเพื่อจะแก้ทุกข์อีก นี่ความทุกข์บีบคั่นอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก เห็นมั้ย ประมาทไม่ได้เลยนะ ความทุกข์ตามเล่นงานเราทั้งวันทั้งคืน ไม่มีหยุดพักเลย

นี่ ถ้าเรามีสติรู้กายเราจะเห็นกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เลยนะ กายนี้ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้างหรอก แต่เดิมเราคิดว่าร่างกายมีแต่ความสุข เจ็บป่วยขึ้นมาถึงจะมีความทุกข์ แต่ถ้ามามีสติรู้อยู่ที่กาย ไม่ใช่ทุกข์บ้างสุขบ้าง มีแต่แค่ทุกข์มากกับทุกข์น้อยเท่านั้นเอง ทุกข์มากกับทุกข์น้อย นี่พอจิตใจเรารู้ว่าร่างกายนี้ทุกข์ล้วนๆ เวลาร่างกายนี้จะแตกดับ จะไม่ทุรนทุรายนะ จิตใจของเราจะไม่ทุรนทุราย มันจะไม่เสียดายนะ ว่าตัวดีกำลังจะตาย แต่มันรู้สึกว่าตัวทุกข์กำลังจะแตกแล้ว สมน้ำหน้ามันนะ จิตใจมันจะห้าวหาญ

และถ้าเรามาหัดดูจิตดูใจ เราจะเห็นจิตใจไม่เที่ยง จิตใจเราจะเปลี่ยนตลอดเวลา เดี๋ยวสุขเดี๋ยวทุกข์ เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย คอยดูไปเรื่อย แต่ว่าวันวันหนึ่งเราวิ่งแต่หาความสุขทั้งวันนะ ไปดูหนังฟังเพลงก็หวังว่าจะมีความสุข ไปมีผัวมีเมีย อะไร ก็หวังว่าจะมีความสุข อยากมีลูกก็หวังว่าจะมีความสุข มีงานมีการก็อยากจะมีความสุข ทำอะไรสารพัดเพื่อจะหาความสุข แต่ถ้าเรามามีสติรู้จิตใจของเรา เราจะเห็นเลยความสุขอยู่แว็บเดียวเอง ความสุขอยู่ประเดี๋ยวเดียว อย่างคนไม่มีเมียนะอยากได้เมียคิดว่ามีแล้วจะมีความสุข แต่พอได้เมียมาจะรู้สึกว่า ก็งั้นๆแหละ งั้นๆ แหละ แต่อย่าไปบอกให้เมียรู้นะ ความจริงไม่พูดก็ได้ รู้เอาไว้เฉพาะตัว นี่เราจะวิ่งหาความสุข แต่ว่าถ้าเรามีสติรู้เลย ความสุขมันสั้นนิดเดียว หรือบางคนอยากได้รถรุ่นใหม่ เก็บเงินแทบตายเลย ไปซื้อรถ ลำบากตั้งนาน ไปซื้อรถมาขับนะ มันมีความสุขประเดี๋ยวเดียวนะ เสร็จแล้วเริ่มกลุ้มใจแล้ว กลัวคนมาข่วนรถเรา มีแต่ความทุกข์ตามมาอีกแล้ว ความสุขมันสั้นนิดเดียว ถ้ารู้ได้อย่างนี้จะเห็นเลย ความสุขก็ชั่วคราวความทุกข์ก็ชั่วคราว ความดิ้นรนของจิตใจที่จะวิ่งหาความสุขตลอดเวลา ความดิ้นรนของจิตใจที่จะหนีความทุกข์ตลอดเวลา มันจะหายไปนะ จิตใจหมดการดิ้นรนเลย จิตใจเข้าถึงความสงบสุขที่แท้จริง นี่ ฝึกไปนะ แล้วจะมีความสุข รู้ลงไปที่กายรู้ลงไปที่ใจเลย เห็นว่ามันทุกข์ล้วนๆเมื่อไหร่แล้วก็มันจะปล่อยวางเมื่อนั้น ถ้ายังเห็นว่าทุกข์บ้างสุขบ้าง ไม่ปล่อยหรอก

เอ้า...พอแล้วยัง หลวงพ่อก็เทศน์เหมือนกันทุกวันนะ มีหลักฐานว่าเทศน์เหมือนกันทุกวันคือไปฟังซีดีหลวงพ่อได้เหมือนกันทุกม้วนแหละ แล้วก็ไม่รู้ว่าทำไมจะต้องฟังหลายแผ่นนะฟังแผ่นเดียวก็พอแล้ว มันเหมือนกันทุกวัน คือฟังแล้วก็ต้องหัดทำให้เป็นเท่านั้นแหละ หัดทำให้เป็น พวกเราที่นี่หลายคนนะ เวลามาถามปัญหาหลวงพ่อ ปัญหาส่วนใหญ่ที่พวกเราถามจะเป็นเรื่องของการติดสมถะนะ ติดสมถะเช่น มานั่งถามหลวงพ่อว่า นั่งสมาธิไปแล้วตัวโคลงๆ มันเป็นยังไง ตัวเบาๆ เป็นยังไง บางทีก็รู้สึกตัวหนักๆ เป็นอะไร ไม่ได้เป็นอะไรนะ เป็นสมถะไม่ได้เป็นอะไรหรอก บางคนก็ปฏิบัติแล้วบอก เนี่ยจิตใจสงบนิ่ง มา ๓ ปีแล้ว นิ่งอยู่อย่างนี่มันช่างมีความสุขเหลือเกิน นี่ก็ติดสมถะอีกอะไรมันจะนิ่งอย่างนั้น เราต้องการปฏิบัติให้เห็นไตรลักษณ์ไม่ใช่ต้องการปฏิบัติให้มันนิ่ง ปฏิบัติเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์ อย่างกายกับใจเรานี้ เราปฏิบัติเพื่อให้เห็นไตรลักษณ์นะ เพื่อให้เห็นเลย อย่างจิตใจนี่เป็นของไม่เที่ยงไม่ได้ปฏิบัติให้เที่ยง จิตใจเป็นทุกข์ไม่ได้ปฏิบัติให้มันเป็นสุข จิตใจเป็นอนัตตา ไม่ได้ฝึกบังคับมันให้ได้ แต่ฝึกให้เห็นธรรมดาของมันว่ามันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา พอเห็นธรรมดาแล้วมันปล่อย ปล่อยวาง เพราะฉะนั้นไม่ต้องไปฝึกให้นิ่งๆ

พอหลวงพ่อให้ถามนะ ตอนนี้จะไม่มีคนถาม แต่พอเลิกแล้วจะมาถาม ส่วนใหญ่ที่ถามจะเป็นเรื่องติดสมถะทั้งนั้นเลย เพราะฉะนั้น หลวงพ่อตอบเหมาๆ เลยนะ ใครจะถามเรื่องสมถะ ไปหาหนังสืออ่านเอานะ ลองถามเรื่องเจริญปัญญาบ้าง สมถะมันง่าย เพ่งเอาไว้ นิ่งๆ มันก็ได้แล้ว สมถะ

อ้าว...ใครจะถาม คุณมลเอามั้ย เอ้า..ว่าไง ไม่มีก็เลิก

เอ้า...เชิญๆ โยม

ดาวน์โหลดไฟล์เสียงเทศน์ต้นฉบับ (MP3)

ส่งหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >