| เหนือสุข เหนือทุกข์ |
|
| Monday, 16 April 2007 | |
|
เมื่อพูดถึงเรื่องทุกข์ ก็มักเข้าใจกันไปว่า พุทธศาสนาสอนให้รังเกียจความทุกข์ ทั้งที่จริงๆ แล้วพุทธศาสนาไม่ได้สอนให้เรารังเกียจความทุกข์ อีกทั้งไม่ได้สอนให้เราแสวงหาความสุขแต่อย่างใด เพราะทั้งความทุกข์และความสุข ก็เป็นเพียงสภาวะอย่างหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่สิ่งที่ต้องดิ้นรนเอามาเป็นเจ้าของหรือไม่ใช่สิ่งที่ต้องผลักไสทิ้งไป
โดยความเป็นจริงของสรรพสัตว์แล้ว คนเราก็ย่อมต้องเจอะเจอทั้งความทุกข์และความสุขสลับกันไป ไม่มีโอกาสที่จะเลือกรับแต่ความสุขโดยไม่รับความทุกข์ได้เลย ทั้งนี้ก็เพราะสรรพสัตว์ย่อมมีกรรมเป็นเครื่องตกแต่ง ดังที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้นั่นเอง นั่นหมายถึงว่า คนเราจะเจอสุขหรือเจอทุกข์ก็ย่อมขึ้นอยู่กับผลของกรรมที่ได้เคยทำเอาไว้นั่นเอง
และการที่เราต้องเจอะเจอกับความทุกข์ทั้ง ๆ ที่เราก็ทำแต่ความดี ก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแต่อย่างใด เพราะหากเป็นช่วงจังหวะเวลาที่เราต้องรับผลจากการทำกรรมไม่ดีเอาไว้ เราก็ย่อมต้องรับผลนั้น แม้ว่าเรากำลังทำกรรมดีอยู่อย่างสม่ำเสมอก็ตาม แต่ก็ไม่ใช่ว่ากรรมดีที่เราทำนั้นจะไม่ให้ผล เพียงแต่ยังไม่ถึงเวลาที่เราจะได้รับผลจากการทำกรรมดีเท่านั้นเอง
ลองย้อนมาดูตัวเองกันนะว่า ยามที่เราต้องเจอะเจอความทุกข์ เช่น เจ็บป่วย สูญเสียคนรัก ฯลฯ จิตใจเราเป็นอย่างไร
นึกออกไหมว่าจิตใจตอนนั้นเป็นทุกข์มาก อยากจะพ้นไปจากความทุกข์เหลือเกิน แต่ไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็ไม่อาจหลุดพ้นออกมาจากทุกข์ตรงนั้นได้อย่างที่ต้องการ บางครั้งยิ่งดิ้นรนจะออกจากทุกข์ ก็กลับรู้สึกทุกข์มากกว่าเดิมอีก เหมือนเจอทุกข์สองชั้น ชั้นแรกทุกข์ เพราะเรื่องราวที่เกิดขึ้น ชั้นที่สองคือทุกข์เพราะอยากและดิ้นรนที่จะไม่ทุกข์นั่นเอง
เอาใหม่ ทีนี้ลองย้อนมาดูจิตใจตัวเองตอนที่กำลังมีความสุขกันบ้าง เช่น ได้ทานของดี ๆ อร่อย ๆ ได้เจอคนรัก ได้ในสิ่งที่ต้องการ ฯลฯ นึกออกใช่ไหมว่าจิตใจตอนนั้นมันเป็นสุขอย่างไร ปกติแล้วคนเราก็จะพึงพอใจกับความสุขที่เกิดขึ้น และเราก็จะนึกรักและหวงแหนความสุขเอาไว้ หาทางรักษาความสุขเอาไว้ ดิ้นรนแสวงหาหรืออยากทำให้มีความสุขแบบนั้นอีก
เมื่อมีสุขแบบนี้ก็ดิ้นรนแสวงหาให้ได้ความสุขแบบอื่นไม่รู้จักจบจักสิ้น โดยไม่รู้เลยว่า ความสุขนั้นมันก็แค่เพียงสภาวะที่เกิดขึ้น แล้วก็ต้องมีอันเสื่อมไป พอความสุขเสื่อมไป ก็เลยต้องเป็นทุกข์เพราะสูญเสียความสุขไป
คนเราโดยทั่วไปแล้วจะหลงเพลิดเพลินไปกับความสุข หาหนทางที่จะสร้างความสุขให้ตัวเอง เมื่อมีความทุกข์ก็ไม่พอใจหาทางทำลายความทุกข์นั้นด้วยอุบายร้อยพันแปด วนเวียนกันอยู่อย่างนี้ไม่รู้จักจบสิ้น
แต่สำหรับคนบางคนแล้ว การได้รับความสุขกลับไม่ได้ทำให้จิตใจเขาต้องหลงไหลเพลิดเพลินกับความสุข เมื่อต้องเจอะเจอเรื่องราวที่เป็นทุกข์ก็ไม่ได้ทำให้จิตใจเขาต้องเป็นทุกข์ไปด้วย ดั่งเช่นครูบาอาจารย์ทั้งหลายที่เราเห็นว่าท่านกำลังป่วยหนักใกล้ที่จะมรณภาพเต็มที (ซึ่งหากเป็นคนทั่วไปอย่างเรา ๆ ละก็จิตใจย่อมต้องเป็นทุกข์ไม่มากก็น้อย) ถ้าลูกศิษย์ลูกหาไปกราบเรียนถามท่านว่า หลวงปู่ป่วยหนักขนาดนี้จิตใจเป็นทุกข์บ้างไหม ท่านก็จะตอบว่า จิตใจไม่ได้เป็นทุกข์อะไรเลย
การที่คนเราจะมีจิตใจที่ไม่เพลิดเพลินกับความสุข ไม่เป็นทุกข์เมื่อยามเจอะเจอความทุกข์ ก็ไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ และไม่เกินกว่าที่คนเราจะมีจิตใจแบบนี้ได้ ด้วยเพราะสภาวะนี้เป็นสภาวะที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ เพียงแต่คนทั่วไปยังมองไม่เห็นเท่านั้น แล้วจะเห็นได้อย่างไรละ ก็เห็นได้ด้วยการปฏิบัติตามหลักพุทธศาสนานี่เอง และหลักนั้นก็ไม่ได้มีอะไรมากมายเลย แค่หลักของ อริยสัจจ์ 4 ก็เพียงพอที่จะทำให้เราเห็นสภาวะที่จิตใจไม่เพลิดเพลินไปกับความสุข-ไม่เป็นทุกข์ไปกับความทุกข์ได้ หรือใครจะใช้หลักพุทธศาสนาอื่น ๆ เช่นหลักของ ทาน-ศีล-ภาวนา หรือหลักของ ศีล-สมาธิ-ปัญญา ก็ได้เหมือนกัน
หรือใครจะใช้หลักปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์แนะนำไว้ก็ได้ เช่น หลักที่หลวงปู่ดูลย์ อตุโล ได้แนะไว้ว่า ... หลักธรรมที่แท้จริงนั้นคือจิต ให้กำหนดดูจิต ให้เข้าใจจิตตัวเองให้ลึกซึ้ง เมื่อเข้าใจจิตตัวเองลึกซึ้งแล้ว นั่นแหละได้แล้วซึ่งหลักธรรม....(สาธุ) หลักธรรมที่ท่านพูดถึงนั้น คือ การที่จิตเราไม่หลงเพลิดเพลินไปกับความสุข ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องราวความทุกข์ต่าง ๆ หรือจะพูดว่า เป็นจิตที่พ้นไปจากกองทุกข์ก็ได้ การที่จะพ้นไปจากกองทุกข์ได้นั้น เราเองต้องปฏิบัติตามหลักของพุทธศาสนาที่ถูกต้อง คือ ถ้าจะให้ทาน รักษาศีล ทำสมาธิ เจริญปัญญา ก็ต้องทำอย่างถูกต้อง หรือถ้าจะทำกิจของอริยสัจจ์ที่ประกอบด้วย ทุกข์ให้รู้ สมุทัย (เหตุที่ทำให้เกิดทุกข์) ให้ละ นิโรธ(ความพ้นไปจากทุกข์) ควรทำให้แจ้ง และมรรค (ทางที่จะพาให้พ้นไปจากทุกข์) ควรทำให้มาก ก็ต้องทำกันให้ถูกต้อง
หากจะดูจิตกันตามที่หลวงปู่ดูลย์และครูบาอาจารย์แนะนำสืบต่อกันมา
เขียนโดย อ.สุรวัฒน์ จาก เว็บดูจิต |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|




