|
Sunday, 08 April 2007 |
|
คนดีที่ขี้สงสารตัวเอง
คนดีที่รอลาภหล่นใส่
คนดีที่หวังคำสรรเสริญเยินยอ
เหล่านี้ล้วนยังดีไม่พอจะเป็นสุขทันใจ
คนดีที่มีแต่เมตตาให้คนอื่น
คนดีที่มีแต่คิดเจียดส่วนเกินให้ผู้ยาก
คนดีที่มีแต่ความถ่อมเนื้อถ่อมตัว
เหล่านี้ดีพอจะไม่ต้องรอรางวัลนาน
ความดีพอนั่นเองคือรางวัลในตัวเอง
ทำดีเมื่อไหร่ก็ได้ดีเดี๋ยวนั้นเพราะไม่มีประสงค์อื่นแอบแฝง
คนดีพอทุกคนย่อมรู้จักสุขอันเป็นทิพย์
และไม่ปรารถนาจะแสวงหาความสุขหยาบๆนอกตัว
เพียงเพื่อต้องเป็นทุกข์เพราะการหวังรอเปล่าๆ
คนส่วนใหญ่ แม้เริ่มเชื่อเรื่องกรรมวิบากแล้ว ก็ต้องการผลตอบแทนทันใจทำนองเดียวกับนักธุรกิจที่ลงทุนแล้วคาดหมายผลกำไรภายในเวลาเท่านั้นเท่านี้
พอดีแล้วไม่ได้ดีทันใจ ร้อยทั้งร้อยจะเริ่มสงสัย แล้วก็คิดคำอันจะนำไปสู่ความหลงผิด เช่น ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป นั่นก็เพราะปุถุชนทั้งหลายย่อมคาดหวังผลอันเป็นรูปธรรมภายนอก ให้ข้าวหมาแมวสองสามมื้อแล้วเอาไปบ่นกับเพื่อนว่าทำทานตั้งมากไม่เห็นรวยสักทีหรือตั้งใจทำบุญวันนนี้เพราะกะว่าถ้าวิบากกรรมมีจริงคงบันดาลให้ถูกหวยในอาทิตย์หน้า พอไม่ถูกขึ้นมาก็โทษฟ้าโทษดิน ด่าทอเทวดาว่าไม่ยุติธรรมไปโน่น
กฎธรรมชาติตามจริง คือถ้าลงทุนน้อย แต่จะคอยผลกำไรมาก ก็ยากจะได้ผลตามปรารถนาเป็นธรรมดาครับ
แต่ถ้าเอาใหม่ เปลี่ยนมุมมองเสีย มาเน้นความสุขทางใจ คาดหมายว่าการทำดีเพื่อสละขยะส่วนเกินที่พะรุงพะรังออกจากใจ เพื่อความโปร่งเบา เพื่อความสบาย เพื่อความสะอาดหมดจด อย่างนี้คุณจะรู้สึกว่าทำดีได้ดีทันทีไม่ต้องมีรอ ขอแจกแจงให้เห็นเป็นข้อๆพอสังเขป เริ่มต้นจากแง่ต่างๆของ ‘การให้ทาน’ ก่อน
๑) ให้ทานด้วยเศษเงิน ด้วยเจตนาอนุเคราะห์ผู้ยาก ผลคือใบหน้าสว่างขึ้นทันที ความตระหนี่หวงทรัพย์ส่วนเกินถูกกะเทาะออกทันที เป็นเหตุให้ใจสบายทันที
๒) ให้ทานด้วยเงินหนึ่งในสี่ของรายได้ ด้วยเจตนาปลูกสร้างหรือบูรณะถาวรวัตถุในพุทธศาสนา ผลคืออิ่มเอิบเบิกบานไปทั้งตัวทันที ความโลภอยากได้อยากมีถูกปลดทิ้งทันที เป็นเหตุให้ใจบางลงทันที (ไม่ได้หมายความว่าจะต้องทำบุญหนึ่งในสี่ของรายได้ทุกเดือนแล้วจึงเห็นผล เอาแค่ครั้งเดียวก็เห็นชัดแล้ว และนี่เป็นเพียงหลักการ ขอให้คำนึงว่าตัวเองมีกำลังพอ ทำแล้วไม่เดือนร้อนกับตัวเองด้วย)
การให้ทานไม่ได้มีแต่สละทรัพย์อย่างเดียว แต่ยังมี ‘การให้อภัย’ ซึ่งยิ่งมีผลทางใจสูงกว่าทรัพยทานเสียอีก แจกจงได้เช่น
๑) ให้อภัยด้วยเหตุน่าขัดเคืองเล็กน้อย ด้วยเจตนาจะไม่ให้ตนเป็นผู้ผูกโกรธง่ายๆ แรกๆอาจมีความคาใจคุกรุ่นอยู่บ้าง แต่หลังๆเมื่อฝึกอภัยจนชำนาญแล้ว ผลเดี๋ยวนั้นคือความเย็นกายสบายใจในทันที โล่งหัวอกทันที คลายสีหน้าทันที เหมือนผ่อนคลายอิริยาบถในท่าพักหลังแบกของหนักขึ้นหลังไว้ครู่หนึ่ง
๒) ให้อภัยด้วยเหตุบาดหมางควรแก่การพยาบาทแรง ด้วยเจตนาเลิกผูกพยาบาทจองเวรต่อกันไปให้ยืดเยื้อ ที่จะทำได้ต้องเคยให้อภัยทานแบบอ่อนๆไว้หลายครั้งจนชิน เมื่อสามารถทำได้จะเบาตัวอย่างประหลาด ราวกับนักโทษที่หลุดจากการจองจำ หรือเหมือนคนเพิ่งฟื้นไข้จากโรคร้ายกลับมีกำลังวังชาเป็นปกติหลังจากถูกรุมเร้าให้ร้อนรนมาช้านาน
ถัดจากการให้อภัยทานเป็นทานคือการให้ความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง ถ้าเป็นความรู้ทางโลกเรียกว่า ‘วิทยาทาน’
๑) ให้วิทยาทานระดับรู้วิธีคิด ด้วยเจตนาให้ผู้อื่นสามารถแก้ปัญหาที่ติดขัดได้ลุล่วง ผลคือเกิดความร่าเริงยินดี ยิ้มได้ด้วยภาคภูมิใจในตน
๒) ให้วิทยาทานระดับรู้พอจะประกอบอาชีพ ด้วยเจตนาให้ผู้อื่นเติบโตขึ้นเป็นคนดีมีวิชา ตลอดจนสามารถเลี้ยงตัวต่อไป ผลคือเกิดความเต็มอิ่มในความมีเกียรติ ยืนอยู่ต่อหน้าศิษย์ด้วยความรู้สึกเป็นครูเต็มภูมิ
ต่อมาเป็นการให้ความรู้ความเห็นที่ถูกที่ควร เรียกว่า ‘ธรรมทาน’
๑) ให้ธรรมทานเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องวิบากกรรมด้วยเจตนาให้ผู้อื่นไม่หลงเห็นผิดเป็นชอบ มุ่งแต่จะประกอบกรรมอันเป็นประโยชน์สุข เป็นที่พึ่งแก่เขาเองและคนรอบข้าง หากผู้ให้ธรรมทานรู้หลักกรรมวิบากตามพระพุทธเจ้าอย่างถูกต้อง กับทั้งประพฤติตนอยู่ในกรอบศีลธรรมด้วยตนเองแล้วจึงสอนผู้อื่น ผลคือความรู้สึกเหมือนเขตปลอดภัย เขตแห่งความเยือกเย็น เขตแห่งความสงบสุขทั้งกับตนเองและผู้อื่น กับทั้งจะย้ำชัดกับตนเองยิ่งขึ้น ว่าต้องไม่พลาดหลงทำชั่ว และเร่งสั่งสมความดียิ่งๆขึ้น เพื่อหลีกห่างจากความประมาท
๒) ให้ธรรมเป็นความรู้ความเข้าใจในเรื่องการพ้นทุกข์ ด้วยเจตนาให้ผู้อื่นเลิกยึดมั่นถือมั่นในสิ่งไร้สาระแก่นสาร หากผู้ให้ธรรมทานมีกำลังใจพอจะปล่อยวางจริงๆแล้วจึงสอยผู้อื่น ผลคือความรู้สึกเบิกบานไม่มีประมาณ กลายเป็นกำลังให้ภูมิจิตยกระดับความปล่อยวางยิ่งๆขึ้นอย่างง่ายดาย กระทั่งปล่อยวางได้ถึงขั้นละเอียดสูงสุด
นอกจากนี้ยังมีทานประเภทอื่นๆ เช่นให้กำลังกายเป็นทาน หรือสละสิทธิ์เปิดทางให้คนอื่นก่อน ซึ่งต่างก็ต้องอาศัยกำลังใจในการเสียสละกำลังของตนหรือสิทธิ์ของตนทั้งสิ้น ยิ่งให้ทานมากเท่าไหร่ คุณจะรู้สึกสบาย คลายความเร่าร้อนอึดอัด และอยู่ห่างจากภัยเวรทั้งปวงมากขึ้นเรื่อยๆ
ถัดจากความดีระดับทานคือความดีระดับศีล ผลของความดีพอในระดับศีลแจกแจงเป็นข้อๆได้ด้วยการดู ‘ความสามารถงดเว้น’ ดังต่อไปนี้
๑) ตั้งใจงดเว้นการฆ่าสัตว์และการทำร้าย เมื่อถูกยั่วยุให้ฆ่าสัตว์หรือทำร้ายแล้วงดเว้นได้จริงๆ ผลที่เกิดขึ้นคือความมีอำนาจเหนือโทสะ และชัยชนะเหนือโทสะนั้น จะทำให้รู้สึกปลอดภัยขึ้นแม้ในท่ามกลางภยันตราย ยิ่งถ้าหากยอมเสียชีวิตตนดีกว่าเอาชีวิตคนอื่นได้ล่ะก็ ระดับของเมตตาจะยิ่งท่วมใจราวกับนิ่งอยู่ในมหาสมุทรของความสุขทีเดียว คุณจะพบตามจริงว่าเมตตายิ่งมากเท่าไหร่ ความเป็นสุขและความรู้สึกปลอดภัยยิ่งมากขึ้นเท่านั้น
๒) ตั้งใจงดเว้นการลักทรัพย์และการฉ้อโกง เมื่อถูกยั่วยุให้ขโมยหรือตุกติกแล้วงดเว้นได้จริงๆ ผลที่เกิดขึ้นคือความมีอำนาจเหนือโลภะ และชัยชนะเหนือโลภะนั้น จะทำให้รู้สึกถูกต้องตรงทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีศรัทธาและความภูมิใจในความถูกต้อง การตัดสินใจเลือกต่างๆจะเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น ตั้งลำคอได้ตรงยิ่งขึ้น อกผายไหล่ผึ่งยิ่งขึ้น
๓) ตั้งใจงดเว้นการประพฤติผิดในลูกเขาเมียใคร เมื่อถูกยั่วยุให้ประพฤติผิดทางกามแล้ววดเว้นได้จริงๆ ผลที่เกิดขึ้นคือความมีอำนาจเหนือราคะ และชัยชนะเหนือราคะนั้น จะทำให้รู้สึกสะอาดสะอ้าน ไม่อ่อนแอมักง่าย มีความยับยั้งชั่งใจในการเลือกคู่ครองที่เหมาะสมกับตน มีความอดทนต่อความผิดหวังในรักอันเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไป เมื่อเข้มแข็งพอจะไม่อ่อนข้อให้กามผิดๆ คุณย่อมอยู่ห่างจากความรู้สึกผิดและเสียงประณามทั้งปวงเช่นกัน
๔) ตั้งใจงดเว้นการพูดโกหก พูดเสียดแทงว่าร้าย พูดหยาบคาย และพูดพล่ามเพ้อเจ้อ เมื่อถูกยั่วยุให้พูดไม่จริง ไม่เป็นประโยชน์ แล้วงดเว้นได้จริงๆ ผลที่เกิดขึ้นคือความมีอำนาจเหนือปาก และความสามารถควบคุมปากตัวเองนั้น จะทำให้จิตใจหนักแน่นมั่นคง ไม่หวั่นไหวง่าย ไม่ฟุ้งซ่านง่าย รู้อะไรควรอะไรไม่ควร และมีคำพูดประกอบด้วยสติเป็นเสน่ห์
๕) ตั้งใจงดเว้นการร่ำสุรายาเมา เมื่อถูกยั่วยุให้กินเหล้าเมายาแล้วงดเว้นได้จริงๆ ผลที่เกิดขึ้นคือความมีอำนาจเหนือที่พึ่งภายนอก มีตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ไม่ถูกสังคมชักพาให้หลงลงต่ำ กับทั้งไม่วิปริตผิดเพี้ยนตามคนอื่นที่เห็นยาพิษเป็นขนมหวาน
ถัดจากความดีระดับศีลคือความดีระดับภาวนา การภาวนาคือการอบรมตนให้เกิดความสงบ (สมถะ) และเกิดความรู้ตามจริง (วิปัสสนา) ผลของความดีระดับภาวนาแจกแจงเป็นข้อๆได้ดังนี้
๑) ตั้งใจระลึกรู้ว่ากำลังหายใจเข้าหรือหายใจออกอยู่เรื่อยๆเท่าที่จะนึกได้ ผลที่เกิดเมื่อทำได้จนเคยชินคือ ความสงบสุขอยู่กับปัจจุบัน ไม่เรียกร้อง ไม่แส่ส่ายไปหาอดีตที่ล่วงแล้วหรืออนาคตที่ยังมาไม่ถึง นี่เรียกว่าเป็นการภาวนาระดับสมถะ
๒) ตั้งใจระลึกรู้ว่าลมหายใจยาวหรือสั้น เปรียบเทียบอยู่เรื่อยๆ ว่าบางช่วงร่างกายต้องการลมยาว บางช่วงร่างกายต้องการลมสั้น ผลที่เกิดเมื่อทำได้จนเคยชินคือการรู้ตามจริงว่าลมหายใจไม่เที่ยง ยาวบ้าง สั้นบ้าง เป็นธรรมดา นี่เรียกว่าเป็นการภาวนาระดับวิปัสสนา เห็นอนิจจัง
๓) ตั้งใจพิจารณาว่าลมหายใจทั้งปวงเข้ามาแล้วต้องออกไปเป็นธรรมดา ควบคุมให้เข้าอย่างเดียวไม่ได้ ควบคุมให้ออกอย่างเดียวไม่ได้ ควบคุมให้หยุดพักลมอย่างเดียวไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นเมื่อทำได้จนเคยชินคือความรู้ตามจริงว่าลมหายใจไม่อาจคงสภาพอยู่ในสภาวะใดสภาวะหนึ่ง นี่เรียกว่าเป็นการภาวนะระดับวิปัสสนา เห็นทุกขัง
เพียงด้วยการเฝ้าดูลมหายใจด้วยมุมมองที่ถูกต้อง ตามพระพุทธเจ้าตรัสแนะแนวไว้ คุณจะเกิดสติชัดขึ้นเรื่อยๆ และพลอยเห็นความสุขความทุกข์ในใจ และสรรพสิ่งสรรพเหตุการณ์ที่หมุนเวียนเปลี่ยนมากระทบคุณ ต่างล้วนเป็นเหมือนลมหายใจที่ผ่านมาแล้วผ่านไป ชอบหรือชังก็ควบคุมให้อยู่กับที่คงทนไม่ได้ จนเกิดข้อสรุปว่าไม่เห็นมีอะไรเป็นตัวเป็นตนสักอย่าง นี่ก็คือการภาวนาระดับวิปัสสนา เห็นอนัตตา จากเห็นรางๆเป็นเห็นแจ่มแจ้ง เห็นครอบ เห็นรอบด้านทั่วถึงตลอดสาย
เมื่อเห็นชีวิตเป็นอนัตตาบริสุทธิ์ จิตคุณจะหลุดจากบาปทั้งหลาย และเป็นอิสระจากการยึดติดทั้งปวง สภาพหม่นมืดสกปรกใดๆไม่อาจแปดเปื้อนจิตได้เลย ตรงนั้นแหละยอดสุดแห่งแก่นสารสาระในพระพุทธศาสนาที่ทำให้ถึงกันได้ในชาตินี้โดยไม่ต้องรอชาติหน้า
คุณจะเลือกพอใจความดีระดับใดในพระพุทธศาสนาก็ได้ เมื่อได้ดีทางใจทันทีในวันนี้ จะทำให้โลกภายนอกดีตอบในวันถัดๆมา และจะทราบด้วยตนเองว่าความสุขสงบในนาทีนี้คือลางบอกเหตุ หรือนิมิตหมายอันดีที่ชี้ให้เห็นว่าต่อไปคุณจะปลอดภัย
ขอให้ลองสังเกตใจตัวเองดูเถิดว่าด้วยเจตนาหนึ่งๆข้างต้น ทำๆไปแล้วเกิดผลทันใจอย่างว่าจริงไหม ถ้าจริงก็ขอให้หมั่นทำบ่อยๆ ทำให้ต่อเนื่อง ทำให้ได้ตลอด เพราะถ้าใจอ่อน ทำแค่ทีสองทีแล้วยอมแพ้ เดี๋ยวกิเลสก็กลับมาคิดแทนคุณใหม่ เท่ากับคุณปล่อยให้กิเลสอันเป็นธรรมชาติฝ่ายต่ำมากำหนดทิศทางชีวิตคุณลงเหวได้ครับ จาก เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่ม ๒ โดย ดังตฤณ
ส่งหน้านี้ให้เพื่อนของคุณ |